รหัสผ่านเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเรา แต่หลายคนยังใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอและง่ายต่อการคาดเดา
ปัญหาที่พบในไทย
จากการสำรวจพบว่ารหัสผ่านที่พบบ่อยที่สุดในไทยคือ "123456" รองลงมาคือ "password" และ "123456789" ซึ่งเป็นรหัสผ่านที่แฮกได้ง่ายมาก และเป็นสาเหตุหลักของการรั่วไหลของข้อมูล
เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
ในปี 2567 พบการรั่วไหลของข้อมูลจำนวนมากจากเว็บไซต์ต่างๆ เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอ เช่น วันเกิด, เบอร์โทร, หรือคำที่ง่ายต่อการคาดเดา ซึ่งทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงบัญชีได้ง่าย
วิธีสร้างรหัสผ่านที่แข็งแรง
- ใช้วลีที่จำง่าย: เช่น "ฉันชอบกินข้าวผัดกุ้งมาก" แล้วแปลงเป็น "1L0v3K@oP@dK0oNg!"
- ใช้ตัวเลขแทนตัวอักษร: 0 แทน O, 1 แทน l, 3 แทน E, @ แทน A
- เพิ่มสัญลักษณ์พิเศษ: ใส่เครื่องหมาย !@#$%^&*() ในตำแหน่งต่างๆ
- ใช้ความยาวที่เหมาะสม: อย่างน้อย 12 ตัวอักษร
ตัวอย่างรหัสผ่านที่แข็งแรง
- จากวลี "ฉันทำงานที่กรุงเทพ" → "1W0rK@KrUngTh3p!"
- จากวลี "วันนี้อากาศดีมาก" → "T0d@y1sS0n1c3!"
- จากวลี "ชอบกินข้าวผัดกุ้ง" → "L0v3K@oP@dK0oNg!"
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
- ใช้ข้อมูลส่วนตัว เช่น วันเกิด, เบอร์โทร, ชื่อ-นามสกุล
- ใช้คำที่พบบ่อย เช่น "password", "123456", "qwerty"
- ใช้รหัสผ่านเดียวกันกับหลายบัญชี
- ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นเวลานาน
เครื่องมือที่แนะนำ
ใช้ Password Manager เช่น LastPass, 1Password, หรือ Bitwarden เพื่อสร้างและจัดเก็บรหัสผ่านที่แข็งแรง โดยไม่ต้องจำรหัสผ่านหลายๆ อัน
การตรวจสอบความแข็งแรง
เว็บไซต์หลายแห่งมีเครื่องมือตรวจสอบความแข็งแรงของรหัสผ่าน เช่น howsecureismypassword.net หรือ builtwith.com/password-strength-checker
ความคิดเห็น